เปิดประตูรถแล้วเจอกลิ่นอับ จนรู้สึกหมดอารมณ์ขับรถตั้งแต่ยังไม่สตาร์ท จริง ๆ แล้ว “กลิ่นอับ” ไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะมันอาจบอกว่าภายในรถกำลังมีความชื้นสะสม ฝุ่นผง หรือเชื้อจุลินทรีย์ที่กำลังเติบโตแบบเงียบ ๆ อยู่ มาจัดการต้นเหตุให้จบ ด้วย 7 ทริคลดกลิ่นอับบนรถที่ทำตามได้จริง รถหอมขึ้น สุขภาพก็ดีขึ้นด้วย
1. ทำความสะอาดเบาะและพรม

เบาะและพรมคือแหล่งสะสมกลิ่นอับชั้นดี เพราะเป็นพื้นที่ที่รับทั้งฝุ่น คราบ และความชื้นทุกวัน หากสะสมไว้นาน ๆ กลิ่นจะฝังลึกจนยากแก้ แนะนำให้ ใช้เครื่องดูดฝุ่นทำความสะอาดซอกเบาะ รอยเย็บ และใต้เบาะ จากนั้นใช้ผ้าชุบน้ำยาเฉพาะเช็ดเบาะหรือพรม โดยเฉพาะบริเวณที่รองเท้าสัมผัสบ่อย และถอดพรมปูพื้นออกมาซัก หรือตากแดดให้แห้งสนิท
2. ใช้วัสดุธรรมชาติช่วยดูดซับกลิ่นอย่างปลอดภัย

ไม่จำเป็นต้องพึ่งสเปรย์น้ำหอมแรง ๆ เสมอไป วัสดุจากธรรมชาติก็ช่วยดูดกลิ่นได้ดีและอ่อนโยนกว่า เช่น
- ถ่านกัมมันต์หรือถ่านไม้ ใส่ถุงหรือกล่องแล้ววางไว้ใต้เบาะ
- เมล็ดกาแฟคั่วหรือใบชาตากแห้ง กลิ่นหอมอ่อน ๆ แถมช่วยดูดกลิ่นอับ
- น้ำส้มสายชูผสมน้ำ 1:1 ตั้งไว้ในรถ 1–2 ชั่วโมงเพื่อลดกลิ่นและความชื้น
3. ระบายอากาศให้รถ

รถที่ปิดทึบทั้งวัน คือ ที่กักความชื้นชั้นเยี่ยม ยิ่งอากาศไม่หมุนเวียน กลิ่นอับยิ่งมาเร็ว แนะนำให้เปิดกระจกหน้า-หลัง พร้อมเปิดแอร์ทิ้งไว้ 10–20 นาที หรือ จอดรถกลางแดด เปิดประตูทิ้งไว้ 1–2 ชั่วโมง เพื่อให้ลมและแดดช่วยฆ่าเชื้อ
4. ดูแลระบบแอร์และไส้กรอง

แอร์รถยนต์คือเส้นทางอากาศที่คุณสูดเข้าไปทุกวัน ถ้าส่วนนี้สกปรก กลิ่นอับจะตามมาแบบเลี่ยงไม่ได้ สิ่งที่ควรทำเป็นประจำ ได้แก่
- ก่อนดับเครื่อง ปิด A/C ไว้ 1–2 นาที เพื่อลดความชื้นค้าง
- อย่าปรับแอร์ให้เย็นจัดเกินไป เพราะอาจทำให้เกิดน้ำขังในตู้แอร์
- เปลี่ยนไส้กรองแอร์ตามกำหนด ถ้าฝุ่นเยอะหรือเริ่มมีกลิ่น ให้เปลี่ยนทันที
- แค่ดูแลแอร์ดี ๆ กลิ่นก็หาย อากาศในรถก็สดชื่นขึ้นแบบรู้สึกได้
5. ใช้สเปรย์ดับกลิ่น

ถ้าต้องขับรถในเมืองที่อากาศไม่ถ่ายเทหรือจอดในที่อับชื้นบ่อย สามารถใช้เครื่องฟอกอากาศในรถ ที่ช่วยกรองฝุ่น ลดกลิ่น และทำให้อากาศสดชื่นขึ้น หรือสเปรย์ดับกลิ่นจากธรรมชาติ เช่น สารสกัดส้ม หรือสูตรน้ำส้มสายชูเจือจาง อย่างไรก็ดี การใช้แค่ “น้ำหอมกลบกลิ่น” โดยไม่จัดการต้นเหตุ สุดท้ายกลิ่นก็กลับมาเหมือนเดิม
6. ใส่ใจความสะอาดมากขึ้น

บางทีแหล่งกลิ่นอับก็ใกล้ตัวกว่าที่คิด เช่น รองเท้าที่เปียก ขยะในรถ หรือเครื่องดื่มหกโดยไม่รู้ตัว ดังนั้นจึงไม่ควรทิ้งอาหาร/เครื่องดื่มไว้ในรถ ใช้ถุงขยะที่มีฝาปิด ตรวจบริเวณช่องเก็บของ พรมใต้เบาะ และช่องแอร์ว่ามีความชื้นหรือไม่ ควรดูแลเป็นประจำ จะได้ไม่ต้องเจอ “กลิ่นแรง” ที่แก้ยาก
7. ทำความสะอาดสม่ำเสมอ

ควรทำความสะอาดเบาะและดูดฝุ่นอย่างน้อยเดือนละครั้ง เปิดประตูหรือเปิดแอร์ระบายหลังขับในวันที่ฝนตกหนัก เปลี่ยนไส้กรองแอร์ทุก 6–12 เดือน ใช้วัสดุช่วยดูดกลิ่นอย่างสม่ำเสมอ
อย่าปล่อยให้กลิ่นอับเป็น “ผู้โดยสารลับ” ที่ไม่พึงประสงค์ในรถของคุณ ลองทำตาม 7 ทริคนี้ แล้วคุณจะรู้สึกถึงความต่างทันที ทั้งความสดชื่น ความสบายใจ และบรรยากาศการขับขี่ที่ดีขึ้นแบบที่รถของคุณอาจบอกไม่ได้ แต่คุณจะสัมผัสได้เองทุกครั้งที่เปิดประตูเข้าไป
