เวียร์ ศุกลวัฒน์ คณารศ ที่มารับบทบาท “เสือฝ้าย” ในภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์เรื่อง “เสือ” พี่ใหญ่ของกลุ่มที่ทุกคนต่างเคารพและเกรงขามฝีมือและอาคมทรงอานุภาพ โดย “ผู้พันเบิร์ด” (วันชนะ สวัสดี) ได้เคยเล่นบทนี่ไว้ ในเรื่อง “ขันพันธ์”

ครั้งนี้ได้มีโอกาสคุยกับ หนุ่มเวียร์ ถึงกับรับบทบาท เสือฝ้าย พี่ใหญ่ของแก๊งเสือ
คาแรกเตอร์ เสือฝ้าย ในเวอร์ชั่น ของ เวียร์ เป็นอย่างไร?
เป็น “เสือฝ้าย” ในวัยหนุ่ม เขามีความน่าเกรงขาม ภายนอกที่ทุกคนมองคือ “พี่ใหญ่” เป็นเสือที่ยิ่งใหญ่มากในยุคนั้น แต่ในเรื่องนี้ไม่ได้มาโชว์ความโหดความดุของเสือฝ้ายเพียงอย่างเดียว มันยังมีอีกมุมหนึ่งของเสือฝ้ายที่ทุกคนไม่เคยได้เห็นจากใน “ขุนพันธ์”

เป็นการเล่าเรื่องในวัยหนุ่ม เขามีความอ่อนโยนที่มันค่อนข้างคอนทราสต์มากกับสิ่งที่เราเคยเห็น ทำไมเขาถึงเป็น “ผู้ใหญ่ฝ้าย” หรือเป็น “ครูฝ้าย” ของเด็ก ๆ มันยากเหมือนกันสำหรับการตีความตรงนี้ เขามีหลายบุคลิก มีหลายหมวก พอเขาต้องทำอะไรสักอย่างหนึ่งเพื่อให้คนเชื่อ เขาก็สามารถที่จะเป็นอีกคนคนหนึ่งได้
เสือฝ้าย ด้วยความเป็นพี่ใหญ่สุด เวลาเขาปล้นจะไม่ได้เน้นไปปล้นไปฆ่าคน แต่เขาเน้นอำนาจ เน้นปกครอง เพราะมันเหนือกว่าการปล้นไปวันๆ เขารู้ว่าการปล้นแบบนั้นมันไม่มีจุดจบ มันไม่ได้ทำให้เขามีอำนาจที่จะปกครองใครมากขึ้น แล้ววิธีการไหนที่จะทำให้สามารถต่อกรกับรัฐบาลได้ เป็นสิ่งที่จะเล่าในภาพยนตร์

โดยส่วนตัวผมไม่มีความกดดันกับบท “เสือฝ้าย” ที่เคยทำไว้ในหนัง “ขุนพันธ์” ที่ผ่านมา เพราะมันเป็นการเล่าคนละช่วงอายุกัน และเช่นเดียวกับนักแสดงเสือที่เหลือด้วย ทุกเสือในภาคนี้เป็นสีเทาเหมือนกันหมด แต่ว่าเทากันคนละเฉด แต่ละตัวจะมีเลเยอร์เป็นของใครของมัน
ทุกคนทราบกันดีว่าคาถาที่ “เสือฝ้าย” ใช้เป็นอาคมหลักคือ “คาถาตวาดหิมพานต์-วา โธ โน อะ มะ มะ วา วา” กระทึบเท้าทุกคนก็ปลิวกันไปหมด ศัตรูหรือมิตรใครก็ตามที่เราต้องการให้โดนอาคมก็จะปลิวกระจัดกระจายกันหมด เป็นอาคมที่ทุกคนกลัว ตอนเล่นผมก็เขินนะ ด้วยความที่ห่างจากการแสดงแนวแอ็กชันไปนานมาก แต่ถ้าเราเริ่มเชื่อในคาแร็กเตอร์นี้ มันก็จะไม่เขิน แถมรู้สึกว่ามันศักดิ์สิทธิ์จริง ๆ

ส่วนเรื่องความเชื่อ ก็เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง แต่ “พี่โน่” (เสือดำ) บอกว่าเราต้องเชื่อบ้างเพื่อให้มันสนุกขึ้น คาถามันดูเวอร์ ๆ แต่กับเรื่องนี้ผมก็เชื่อนะ ผมว่าคนไทยมีความเชื่อเรื่องพวกนี้ ไม่งั้นเราจะมีรอยสักลงยันต์อะไรกันขนาดนี้เหรอ ไทยเรามีคาถา มีมนตร์ มีเรื่องมากมายให้เราเห็น
จนทุกวันนี้ ถ้าผมไม่เชื่อเลยเวลาเล่นมันจะเขิน ผมว่าในสมัยก่อนเขาอาจจะไม่ได้มีคาถาที่มันทำได้จริงแบบในหนัง ในหนังมันมีอรรถรส มันเพื่อความสนุก การแสดงพลังออกมาจากคาถาที่เราท่อง มันเติมความน่าเกรงขาม ถ้าเราเชื่อ สายตา การท่องคาถา และท่าทางของเราจะไม่ดูตลก ไม่เขิน”
ไม่ได้เล่นแอ็กชันมานาน กลับมารอบนี้เตรียมตัวอะไรบ้าง
“ผมผ่านฉากแอ็กชันมาค่อนข้างเยอะมาก ใช้เวลารื้อฟื้นไม่นาน พวกเรามีการไปซ้อมกันนอกรอบสองคิวเต็มๆ สำหรับฉากที่ต้องมาสู้กันเอง สู้กับโจรอื่น ๆ ซึ่งเป็นฉากใหญ่ มันก็ช่วยสร้างความมั่นใจให้เราระดับหนึ่ง ทุกทีมทุกตำแหน่งเขาก็เตรียมมาอย่างดีหมดอยู่แล้ว เรื่องของคิวแอ็กชัน เรื่องของความปลอดภัย มุมภาพต่าง ๆ ทำให้รู้สึกวางใจและสนุกมาก

4 เสือ เราใช้เวลาซ้อมด้วยกันทั้งวัน ทั้งอาวุธ ทั้งอาคม เพราะแต่ละคนก็จะมีความเป็นธรรมชาติของตัวเอง มีการสู้ มีคาแร็กเตอร์ที่ชัดเจน
ตอนที่แสดงผมสังเกตสกิลของแต่ละเสือ แล้วก็แซวแต่ละคน อย่าง “พี่เป้” (เสือใบ) เสก “กระสุนคต” ออกมา สกิลมันเจ๋งมาก กระสุนคตออกไปจากเสือใบ จบกลับมาที่เสือใบ หล่อมาก แรก ๆ ก็ชอบ หลัง ๆ เริ่มแซวละ เป้มันเท่เกินไปว่ะหมั่นไส้

เราเหนื่อยบนการทำงานที่ยังสนุก เรามองไปข้างหน้า มองทุกคนรอบๆ มันก็เหนื่อยกันหมด และพร้อมที่จะเหนื่อยไปด้วยกัน เอาเป็นว่าทุกคนเล่นจนกันลืมเหนื่อย และการทำงานภาพยนตร์สมัยนี้มันไม่ได้ทำกันเลือดตาแทบกระเด็นแบบสมัยก่อน มันมีสเปเชียลเอฟเฟกต์ มีอุปกรณ์ที่มาซัพพอร์ต มีทีมสตันต์ที่ดีที่คอยสอนคอยเซฟตี้”
พูดถึงการทำงานกับ 3 เสือ (เป้ อารักษ์, มาริโอ้ ,โตโน่ ภาคิน)?
“สำหรับผมการที่ได้ร่วมงานกับ “เป้-โอ้-โน่” ผมเรียกว่าเป็นระดับอาจารย์นะครับ ทุกคนผ่านอะไรกันมาหลายอย่างแล้ว หลากหลายสไตล์ “พี่เป้” เป็นอีกคนที่ผมเรียกเขาว่าพี่ได้เต็มปาก เขาเท่ เซอร์ เวลาคุยกันในกองรู้สึกว่าคุยกันรู้เรื่อง เหมือนคุยภาษาเดียวกัน แต่กระสุนคตเขาเท่เกินไป ตรงนี้แหละครับที่ติดใจนิดหน่อย

ส่วนโอ้ เขาเป็นคนสนุกสนาน พอเรื่องนี้มีโอ้แล้วรู้สึกว่ามันชื่นใจ ขนาดเราเป็นผู้ชาย ยังรู้สึกว่าไอ้หนุ่มคนนี้มันมากด้วยเสน่ห์ โอ้กลายเป็นเสน่ห์อีกอย่างหนึ่งของภาพยนตร์เรื่องนี้ มุมมืด ๆ ของ “เสือ” จะโหดแค่ไหน แต่พอหันมาทางโอ้คือสว่างวาบ “เสือมเหศวร” จะเป็นใครไม่ได้ต้องเป็น “มาริโอ้” เท่านั้น ตอนอยู่ในกองพวกเราคุยกันเรื่องรถ ไม่ค่อยคุยเรื่องงานกันเลย

พี่โน่ เป็นคนที่เงียบ ๆ เวลาเล่นกัน เขาจะมาถามว่าอย่างนี้ดีไหม ผมเล่นแบบนี้เอาไหม เขาทำการบ้านกับคาแร็กเตอร์ของเขามาจนอิ่มตัวแล้วกับบท “เสือดำ” มันมาส่งผลให้เราเข้าถึงตัวละครมามาก ๆ แต่ละคนมันมีวิธีการเข้าถึงตัวละครไม่เหมือนกัน โน่ก็มีวิธีของเขา เราก็มีวิธีของเรา ก็จะคุยกันว่าจะเป็นแบบไหน บางทีโน่เข้าลึกในตัวละครจนอินมาก ๆ เขาก็จะมาพูดกับเราให้เข้าใจ ทำงานแล้วก็สบายใจครับ ไม่มีปัญหาเลย”

กับ “หลิน มชณต” ที่รับบท “รสริน”
ด้วยความที่ส่วนใหญ่ตัวละคร “รสริน” กับ “เสือฝ้าย” ไม่มีซีนแอ็กชันร่วมกันเท่าไหร่ แต่ทั้งสองคนจะมีความสัมพันธ์ในอีกรูปแบบหนึ่งมากกว่า ฉะนั้นก็จะเกิดซีนดราม่าร่วมกัน เป็นเรื่องราวที่ต้องคุยกันในเชิงลึก “หลิน” เขาก็เป็นนักแสดงอีกคนที่ทำการบ้านมาดี ได้ทั้งบทบู๊ เต้น ดราม่า ครบรส เขาต้องเข้ากับ “เสือ” ทุกคน

เขาจะมีวิธีที่จะหวานกับใคร แกร่งกับใคร อยู่ภายใต้ใคร และเหนือใครได้ ในคาแร็กเตอร์เขาคือมีความเด็ดเดี่ยว แต่ก็อ่อนไหวตามประสาผู้หญิง มีเรื่องราวลึกลับที่ซ่อนปมชีวิตเขาอยู่ ในบทของรสรินต้องเป็นคนที่แก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ดี รู้ทางหนีทีไล่ ฉะนั้นตัวละครตัวนี้ต้องหาผู้หญิงที่ครบรส”
ในเรื่องนี้มีซีนไหนอลังการจัดเต็มบ้าง
“ต้องถามว่าซีนไหนไม่ใหญ่บ้าง ตั้งแต่เริ่มเปิดกล้องจนถึงวันนี้ใหญ่ทุกซีนอย่าง “ซีนเปิดตัวท่านจอมพล” นักแสดงร่วมก็เยอะมาก ๆ พี่ ๆ นักแสดงสมทบกว่า 200 ชีวิต เป็นฉากที่รวม “4 เสือ” น้องวงโยธวาทิตมากันทั้งขบวน กี่รถบัสที่ต้องขนกันมาวันนั้น ภาพยนตร์เรื่องนี้ เราไม่ได้รวมเฉพาะแค่ “4 เสือ” ยังมีอีกหลายท่านที่เป็นตัวละครรุ่นเดอะ มีทั้งนักดนตรี นักร้องจริงๆ ทุกคนคือแบบถูกอัดแพ็กรวมอยู่ในเรื่องนี้ เซอร์ไพรส์เยอะมาก ฉากแอ็กชันก็เยอะมาก โจรสู้กับโจร มันไม่มีกฎระเบียบ ไม่มีวาระ แล้วเสือก็เยอะกว่า 4 เสือตัวหลัก โจรเป็นก๊กเป็นเหล่า ไหนจะทหารอีก มันเยอะมากครับพูดไปก็ไม่หมด ต้องเข้าไปชมกันนะครับ เข้าฉายอยู่ตอนนี้”

