ในช่วงที่หลายคนต้องรับมือกับงาน ชีวิต และความคาดหวังรอบตัว ภาวะ “หมดไฟ” กลายเป็นเรื่องที่พบได้บ่อย โดยเฉพาะในกลุ่มคนทำงานและคนวัยเรียน ภาวะนี้ไม่ใช่ความขี้เกียจหรือความอ่อนแอ แต่เป็นสัญญาณว่าร่างกายและจิตใจต้องการการพักฟื้นอย่างจริงจัง

ภาวะหมดไฟ หรือ Burnout ไม่ได้เกิดขึ้นทันที แต่ค่อย ๆ สะสมจากการใช้พลังใจซ้ำ ๆ โดยไม่เคยได้พักจริง ๆ ทำงานหนัก กดดันตัวเอง รับผิดชอบหลายอย่าง และพยายามเข้มแข็งตลอดเวลา จนวันหนึ่งร่างกายและใจเริ่มส่งสัญญาณว่า “ไม่ไหวแล้ว”

สัญญาณของภาวะหมดไฟ
ภาวะหมดไฟมักแสดงออกผ่านอาการเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง เช่น
- รู้สึกเหนื่อยล้าแม้จะพักผ่อนแล้ว
- เบื่อหรือไม่อยากเริ่มงานที่เคยทำได้ดี
- สมาธิสั้น ความคิดช้าลง
- หงุดหงิดง่าย อารมณ์ไม่คงที่
- รู้สึกเฉย ๆ กับสิ่งรอบตัว หรือไม่รู้สึกภูมิใจกับผลงานของตัวเอง

หากอาการเหล่านี้เกิดขึ้นติดต่อกันหลายสัปดาห์ เหมือนแค่ “ฝืนไปวัน ๆ” อาจเป็นสัญญาณของภาวะหมดไฟ ไม่ใช่แค่ความเหนื่อยชั่วคราว
ภาวะหมดไฟ เกิดจากอะไรได้บ้าง
ภาวะหมดไฟมักเกิดจากการใช้พลังใจต่อเนื่องเป็นเวลานาน เช่น
- ทำงานหนักโดยไม่มีเวลาพักจริง
- ความกดดันและความคาดหวังสูง
- รับผิดชอบหลายบทบาทพร้อมกัน
- พยายามทำทุกอย่างให้ดีอยู่เสมอ

การหมดไฟไม่ใช่ความล้มเหลว และไม่ได้แปลว่าเราไม่เก่ง แต่มันคือสัญญาณเตือนว่าร่างกายและใจต้องการการพักฟื้น
วิธีรับมือกับภาวะหมดไฟ แบบไม่ฝืนตัวเอง
การรับมือกับภาวะหมดไฟไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนชีวิตทันที แต่ควรเริ่มจากจุดเล็ก ๆ ที่ทำได้จริง เช่น
- อนุญาตให้ตัวเองพักโดยไม่รู้สึกผิด
- แบ่งงานหรือเป้าหมายให้เล็กลง
- ลดความคาดหวังที่โหดกับตัวเองเกินไป
- หาพื้นที่ปลอดภัยในการพูดคุยหรือระบายความรู้สึก
- หากอาการรุนแรงหรือยาวนาน ควรขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ

การดูแลใจตัวเองคือส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิต ไม่ใช่เรื่องฟุ่มเฟือย บางครั้งการพูดคุยกับใครสักคน หรือขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ ก็เป็นการดูแลตัวเองอย่างหนึ่ง ไม่ใช่เรื่องน่าอาย

ภาวะหมดไฟ ไม่ได้บอกว่าเราไม่เก่ง อาจเป็นช่วงเวลาที่เหนื่อยและสับสน แต่เป็นสัญญาณบอกว่าเราใช้พลังมาอย่างเต็มที่แล้ว การหยุดพักคือการรักษาพลัง เพื่อให้สามารถกลับมาใช้ชีวิตต่อได้อย่างสมดุลมากขึ้น
บางครั้งแค่ยอมรับว่าตัวเองเหนื่อย ก็เป็นก้าวแรกของการฟื้นไฟในใจแล้วฃ
เรียบเรียงโดย ทีม Zzigma
