ภาวะมดลูกแตก อาจฟังดูไกลตัวสำหรับหลายคน แต่จริง ๆ แล้วเป็นหนึ่งในภาวะฉุกเฉินทางสูติกรรมที่คุณแม่ตั้งครรภ์ควรรู้จักไว้ เพราะแม้จะเกิดขึ้นไม่บ่อย แต่เมื่อเกิดแล้วส่งผลรุนแรงทั้งต่อแม่และทารกในครรภ์ การรู้เท่าทันและเข้าใจสัญญาณเตือนตั้งแต่เนิ่น ๆ จึงช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสในการรักษาได้ทันท่วงที

ภาวะมดลูกแตก (Uterine Rupture) คือ ภาวะที่ผนังมดลูกเกิดการฉีกขาด อาจทำให้เลือด น้ำคร่ำ หรือแม้แต่ทารกหลุดออกนอกโพรงมดลูก ซึ่งถือเป็นสถานการณ์ฉุกเฉินที่ต้องได้รับการผ่าตัดช่วยชีวิตทันที ภาวะนี้มักเกิดขึ้นในช่วงใกล้คลอดหรือระหว่างการคลอดเป็นหลัก

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดภาวะมดลูกแตก
ภาวะนี้พบไม่บ่อย แต่มีความเสี่ยงสูงในผู้หญิงที่มีปัจจัยเหล่านี้
- เคย ผ่าคลอดมาก่อน (แผลผ่าตัดเดิมเป็นจุดอ่อนของมดลูก)
- เคยผ่าตัดมดลูก เช่น ผ่าตัดเนื้องอกมดลูก
- การคลอดที่ใช้เวลานาน หรือมดลูกบีบตัวรุนแรงผิดปกติ
- ใช้ยากระตุ้นการคลอดในปริมาณสูง
- ทารกตัวใหญ่ ท่าผิดปกติ หรือคลอดยาก
- อุบัติเหตุรุนแรงระหว่างตั้งครรภ์

อาการของภาวะมดลูกแตก
อาการมักเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรง เช่น
- ปวดท้องอย่างรุนแรงเฉียบพลัน
- ปวดไม่สัมพันธ์กับการหดรัดตัวของมดลูก
- เลือดออกทางช่องคลอดมากผิดปกติ
- มดลูกหยุดหดรัดตัวกะทันหัน
- ชีพจรแม่เร็ว ความดันตก หน้ามืด เป็นลม
- ทารกในครรภ์มีภาวะหัวใจเต้นผิดปกติ หรือหยุดเต้น
หากเกิดอาการเหล่านี้ ต้อง ผ่าตัดฉุกเฉินทันที

การรักษา
แนวทางรักษาหลัก คือ
- ผ่าตัดฉุกเฉินทันที
- เย็บซ่อมมดลูก หรือผ่าตัดเอามดลูกออก (ขึ้นกับความรุนแรง)
- ให้เลือดและดูแลภาวะช็อก
- เฝ้าระวังใกล้ชิดในหอผู้ป่วยวิกฤต

วิธีลดความเสี่ยง
- ฝากครรภ์สม่ำเสมอ
- แจ้งแพทย์หากเคยผ่าคลอดหรือผ่าตัดมดลูกมาก่อน
- วางแผนการคลอดอย่างเหมาะสม (บางรายแพทย์อาจแนะนำผ่าคลอด)
- คลอดในโรงพยาบาลที่มีทีมสูติแพทย์และห้องผ่าตัดพร้อม

สุดท้ายนี้ ภาวะมดลูกแตกอาจเป็นเรื่องที่ฟังแล้วน่ากังวล แต่การมีความรู้และการดูแลครรภ์อย่างใกล้ชิดคือกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้คุณแม่ตั้งครรภ์ก้าวผ่านช่วงเวลานี้ได้อย่างปลอดภัย การไม่ละเลยอาการผิดปกติ และการเชื่อคำแนะนำของแพทย์ คือวิธีดูแลทั้งชีวิตของคุณแม่และลูกน้อยไปพร้อมกัน
