เมื่อ BBC ปล่อยสารคดี “Thailand: The Dark Side of Paradise” ออกอากาศทาง BBC Three ไปเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา เสียงวิพากษ์วิจารณ์ก็ดังสนั่นโลกโซเชียลแทบจะทันที ด้วยเนื้อหาที่นำเสนอด้านมืดของประเทศไทย โดยเฉพาะในประเด็นเกี่ยวกับสถานบันเทิงยามค่ำคืน การท่องเที่ยวเชิงเซ็กซ์ และประสบการณ์ของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เคยพบกับความรุนแรงหรือการเอาเปรียบในไทย

หลายคนดูจบแล้วรู้สึก “สะเทือนใจ” ขณะที่อีกจำนวนไม่น้อยมองว่าสารคดีนี้ “เลือกข้าง” และ “เหมารวม” จนกลายเป็นการลดทอนความงดงามที่แท้จริงของประเทศไทยลงไปอย่างน่าเสียดาย
เนื้อหาในสารคดีแบ่งออกเป็น 3 ตอน โดยดำเนินรายการผ่านพิธีกรชาวอังกฤษชื่อ Zara McDermott ซึ่งลงพื้นที่ตามแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยม เช่น กรุงเทพฯ พัทยา และภูเก็ต เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวของนักท่องเที่ยวที่เคยมีประสบการณ์เลวร้ายในไทย ทั้งเหตุการณ์ล่วงละเมิด การใช้สารเสพติด หรือแม้แต่การหลอกลวงจากคนในท้องถิ่น

ภายใต้แนวคิดว่า “เบื้องหลังภาพสวรรค์ของเมืองไทย ยังมีบางอย่างที่สังคมโลกควรรู้” อย่างไรก็ตาม ความตั้งใจนั้นกลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของกระแสดราม่าที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เมื่อผู้ชมชาวไทยและต่างชาติมองว่าสารคดี “หยิบเอาเฉพาะภาพลบ” มาเล่า และขาดความเข้าใจในวัฒนธรรมไทยอย่างแท้จริง

เสียงตอบโต้จากชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในเมืองไทยก็เริ่มมีมากขึ้น เช่น “เอมิลี่ ศรีชะลา” ยูทูบเบอร์ชาวอังกฤษที่อาศัยอยู่ในไทยมานานกว่า 10 ปี ออกมาวิจารณ์สารคดีนี้อย่างชัดเจนว่า “ไม่แฟร์ต่อประเทศไทยเลย” โดยเผยว่า BBC เคยติดต่อเธอให้ร่วมถ่ายทำ แต่เมื่อทราบว่าภาพรวมของเนื้อหาจะเน้นเพียงแง่ลบ เธอก็ปฏิเสธ เพราะรู้สึกว่าการตีแผ่เฉพาะด้านมืดเช่นนั้น ไม่ได้สะท้อนภาพจริงของประเทศไทยที่เธอและครอบครัวสัมผัสอยู่ทุกวัน

ผู้ชมจำนวนมาก ทั้งคนไทยและต่างชาติ ต่างรู้สึกว่าการผลิตสารคดีเช่นนี้ควรมีความรับผิดชอบมากกว่านี้ โดยเฉพาะเมื่อสารคดีออกฉายผ่านช่องทางของสื่อใหญ่ระดับโลกอย่าง BBC หลายคนตั้งคำถามว่า ผู้จัดทำได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงจากหลากหลายแหล่งหรือยัง? ทำไมจึงไม่มีเสียงของเจ้าหน้าที่รัฐ นักท่องเที่ยวที่มีประสบการณ์เชิงบวก หรือคนไทยที่ทำงานในวงการท่องเที่ยวมาร่วมให้ข้อมูล? บางคนถึงกับกล่าวว่านี่อาจเป็น “สารคดีที่ทำลายชื่อเสียงประเทศมากกว่าการเตือนภัย”

อย่างไรก็ตาม ด้านหนึ่งของกระแสก็สะท้อนให้เห็นว่า “ความจริงบางอย่าง” ที่สารคดีหยิบยกมา ก็ไม่สามารถปฏิเสธได้เสียทีเดียว เช่น ปัญหาการแสวงหาประโยชน์จากนักท่องเที่ยว การขาดการควบคุมในบางพื้นที่ท่องเที่ยวกลางคืน หรือการคุกคามทางเพศที่ยังคงเกิดขึ้นอยู่ในบางกรณี ข้อถกเถียงจึงไม่ใช่แค่ “จริงหรือเท็จ” เท่านั้น แต่รวมถึงคำถามที่ว่า “วิธีการนำเสนอ” แบบนี้ยุติธรรมกับสังคมไทยหรือไม่?

สารคดี The Dark Side of Thailand อาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นให้คนไทยและสังคมโลกได้กลับมาตั้งคำถามถึงสิ่งที่อยู่เบื้องหลังรอยยิ้ม และสวรรค์แห่งการท่องเที่ยวที่เราคุ้นเคย ว่าในขณะที่เราพยายามจะปกป้องภาพลักษณ์ของประเทศ ควบคู่กันไป เราก็ต้องกล้ายอมรับและแก้ไขสิ่งที่ยังเป็นปัญหาอย่างจริงจังด้วย เพราะไม่มีสวรรค์ที่สมบูรณ์แบบ หากไม่รู้จักเงาที่อยู่ข้างในของมัน
